บอลโลกครั้งสุดท้ายของกัปตันนามว่า"บัลลัค"
posted on 11 Oct 2009 11:58 by wapoke in CoLuMniSt
คงยังไม่มีใครลืมเหตุการณ์ในศึกยูโรปีสองพันแปดลงได้ เยอรมันเข้าถึงรอบชิงแต่พ่ายให้แก่ทีมกระทิงดุไปหนึ่ีงลูกจากการยิงของกองหน้าฟอร์มเข้าฝักอย่าง เฟร์นานโด ตอร์เรส โดยเฉพาะ กัปตันทีมชาตเยอรมนีอย่าง มิชาเอล บัลลัค เพราะว่าในปีสองพันแปดนั้น ทั้งกับสโมสรก็ได้ถึงทริปเปิลรองแชมป์และยังมาเจอกัปทีมชาติ จนถูกขนานนามว่า "ท่านรอง" เพราะว่าผลงานกับบาเยิร์น เลเวอรคูเซ่น ทีมดังของเยอรมันในสมัยก่อน "ท่านรอง" ก็ได้เพียงแค่รองแชมป์ ถ้วยใหญ่ของยุโรปอย่าง ยูเอฟ่า แชมเปียนส์ลีค โดยในปีนั้น เลเวอร์คูเซ่น พ่ายให้กับ เรอัลมาดริด จากประตูน่าอัศจรรย์ของ "ซีเนดีน ซีดาน" แต่ว่ากองกลางสัญชาติเยอรมันรายนี้กลับมีหลายสโมสรในขณะนั้นหมายปองกันมาก โดยมี เชลซี, ราชันชุดขาว เรอัลมาดริด, อินเตอร์ มิลาน และ แม้แต่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยหลังจากที่กองกลางรายนี้ หมดสัญญากับสังกัดเก่าอย่าง บาร์เยิร์น มิวนิค นั้นบัลลัค ได้ตัดสินใจมาค้าแข้งกับทีมในเกาะอังกฤษอย่าง เชลซี โดยผู้ที่คว้าเขามาก็ืืคือ โจเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งตอนนี้ย้ายไปอยู่กับทางอินเตอร์ มิลานหลังจากมีปัญหากับนายใหญ่อย่าง โรมัน อับราโมวิช
ย้อนกลับไปในฤดูกาล 2006/2007 ของทีมเชลซี มิชาเอล บัลลัคได้เข้ามาร่วมทีมอย่างเป็นทางการโดย ได้รับหมายเลข " 13 " ซึ่งเป็นหมายเลขตลอดกาลของ มิชช่า โดยผู้ที่ต้องหลีกทางให้กับหมายเลขนี้ก็คือ วิลเลี่ยม กัลลาส ซึ่งในขณะนั้นหมายเลขสิบสามเป็นหมายเลขของกองหลังรายนี้มาตลอด จนท้ายที่สุด กัลลาส ก็ย้ายสลับขั้วกับ แอชลีย์ โคล
บัลลัค กับ โจเซ่ มูรินโญ่ กลายเป็นเหมือนกุนซือคู่บุญ เพราะว่าหลากหลายรองแชมป์ก่อนที่บัลลัคจะมาร่วมทีมกับเชลซีนั้น อาจจะยากเกินจะเยียวยา แต่ท้ายที่สุด กับทีมสิงห์โตน้ำเงินคราม ท่านรอง รายนี้ก็ได้ถือโืทรฟี่แชมเปี้ยน อย่างสมใจอยาก เพราะว่าสมัยที่ มูรินโญ่คุม ทัพสิงห์สำอางนั้น บัลลัคได้ชูถ้วยถึง 6 ครั้งประกอบด้วย พรีเมียร์ ลีค 2 ครั้ง(ฤดูกาล 2006-2007,2007-2008) เอฟ เอ คัพ2ครั้ง (2007,2009) และ คาร์ลิง คัพ อีกหนึ่งครั้ง (2007)
นอกจากนั้นยามที จอห์น เทอร์รี่ กัปตันทีม และ แฟรงค์ แลมพาร์ด รองกัปตันทีม ติดโทษแบน หรือ มีอาการบาดเจ็บทั้งคู่ กัปตันทีมชาติเยอรมัน ผู้นี้จะรับบท "ผู้นำ" ของทีม โดยนัดที่ใครๆหลายคนคงจะลืมไม่ลงคือ ในฤดูกาลที่ 2007-2008 มิชาเอล บัลลัค ได้รับปลอกแขนกัปตันทีม เนื่องจากการขาดหายไปของ สองคู่หูทีมชาติอังกฤษโดยในเกมนั้น สิงห์แกร่งแห่งกรุง ลอนดอนได้รับชัยชนะเหนือ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดไป 2ประตู ต่อ1 นอกจากนี้ บัลลัคได้ทำสองสกอร์ในเกมเดียว เมื่อฤดูกาล 2007-2008 เช่นกัน โดยการนำทีมของ อัฟราม แกรนท์ กุนซือร่างท้วมหน้าคางคก โดยนัดนั้น เป็นการฉะกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ เดอะ บริดจ์ ของชาวสิงห์บลูส์ โดยลูกแรกเป็นการโหม่งเข้าไป และ ลูกที่สองเป็นการสังหารจุดโทษท้ายเกม ทำให้เป็นประตูชัย 2 - 1 ของสิงห์บลูส์ ซึ่งหลังจากเกมนั้น เชลซี มีแต้มเท่ากันกับ ยูไนเต็ด แต่ลูกได้เสีัยเป็นรอง
สิ่งที่เราไม่พูดไม่ได้กับ บัลลัค ในเกมระดับสโมสรคือ "จุดโทษ" เพราะว่าเชลซี มีผู้สังหารจุดโทษได้ยอดเยี่ยม 3 คน คือ แฟรงค์ แลมพาร์ด มิชาเอล บัลลัค และ ดิดิเยร์ ดร็อกบา โดยเรียงตามลำดับความไว้วางใจ ในขณะนี้ แต่ว่าได้มีการจัดอันดับออกมาว่า ลูกยิงจุดโทษที่ดีที่สุดของ เชลซีในตอนนี้นั้น คือจุดโทษของ กัปตัน อินทรีเหล็กผู้นี้นี่เอง โดยเกมนั้นเป็นเกม ยูเอฟ่า แชมเปีั้ยนส์ลีคระหว่าง เชลซี และ เวร์เดอร์ เบรเมน ยอดทีมจากเยอรมัน และเกมนั้นนั่นเองเป็นเกมที่ มิชช่า ลงในยูเอฟ่้า แชมเปี้ยนส์ลีค ให้กับเชลซีอย่างเป็นทางการ (โดยนัดแรกนั้นก็พบกับ เบรเมนเช่นกัน)
(จุดโทษสังหารของ มิชาเอล บัลลัค ในเกม ยูซีแอล ปี2006 เชลซี พบกับ เบรเมน เลค2 ที่ เดอะ บริดจ์)
กลับมาที่ผลงานระดับชาติซึ่งเมื่อ วันที่สิบตุลาคม พ.ศ. 2552 ฟุตบอลโลกรอบคัดเ้ลือกนั้น ทีมอินทรีเหล็กของ โค้ด โยอัคคิม 'เลิฟ' ได้บุกไปพิชิต ทีมหมีขาวรัสเซีย ของกุส ฮิดดิงค์ โดยได้ประตูโทนจากจังหวะหลอกจะยิงของ เมซุธ โอซิล ซึ่งกลับไปเป็นการจ่ายบอลให้ มิโรสลาฟ โคลเซ่ เข้าฮอสต์ไปเต็มๆ จบเก็ม ทีมอินทรีเหล็กตีตั๋วไปแอฟริกาใต้พร้อมกับทำลาย "อาถรรพ์" ฟุตบอลโลกที่ว่า อันดับสามของฟุตบอลโลกรอบก่อนๆนั้นมักจะพลาดท่าตกรอบคัดเลือกแบ่งกลุ่มเป็นประจำ โดย "ไกเซอร์น้อย" อย่างบัลลัคได้่ลงในเกมนี้ แม้จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประตูขึ้นนำ แต่ในครึ่งหลังก็ได้ส่องไกลครั้งถึงสองครั้ง ซึ่งเกือบได้เช่นกัน โดย ช่วงยี่สิบถึงสิบนาทีสุดท้าย ลิตเติ้ลไกเซอร์ ผู้นี้ลงไปช่วยทีมในการเล่นเกมรับได้อย่างดี และมีจังหวะในการจ่ายบอลเพื่อ จะทำการโต้กลับเร็ว
ไกเซอร์น้อยอย่างบัลลัค เหมาะจะเป็นจอมทัพอย่างแท้จริง แม้ว่าอายุจะมาก วิ่งตามใครอาจไม่ไหว แต่ เซนส์บอล เวลาเลี้ยงบอลโดยไม่ต้องดูลูก และ ความเก๋าซึ่งเห็นได้จากอายุ และจังหวะของเกมนั้น บัลลัคไม่เป็นรองใคร เป็นผู้เล่นตัว'เก๋า' อย่างที่ทีม ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด มี ไรอัน กิกส์, เรอัล มาดริด มีราอูล และ ทีมเอซีมิลาน มีกันกว่าครึ่งทีม ซึ่งผู้เล่นมากประสบการณ์ันั้นจะช่วยทำให้รุ่้นน้องในทีมสามารถเก็บสะสมประสบการณ์ไ้ด้ นอกจากนี้ผู้เล่นซึ่งมากประสบการณ์เหมาะจะเป็นผู้นำทีม
ฟีฟ่า เวิร์ลด์ คัพ 2010 นั้นคงเป็นถ้วยที่ กัปตัน"มิชาเอล บัลลัค" ใฝ่ฝันที่จะเก็บมาครอบครอง หลังจากชวด แชมป์ ยูโร ปี2008 มาครั้งหนึ่งแล้วนั้น นอกจากนี้ยังเป็นเพราะว่า กัปตันทีมชาติเยอรมันผู้นี้ได้ประกาศไว้ว่า อาจจะตัดสินใจแขวนสตั๊ดหลังจากจบทีมชาติ หรือไม่ก็ หยุดเกมกับทีมชาติหลังจบบอลโลกในปีหน้า....
แต่ใช่ว่าจะมีกัปตันทีมชาติเยอรมนี ผู้นี้ผู้เดียว 13ชาติ ที่เข้ารอบ น็อคเอาท์นั้นต่างใฝ่ฝัน จะครองถ้วยใบนี้เช่นกัน โดย เฉพาะ สเปน แชมป์ ยูโรปีล่าสุด หรือ แม้กระท่อง ฮอลแลนด์ เจ้าของฉายา "ราชาไร้มงกุฎ" แต่สุดท้่ายแล้วนั้น ชาติที่จะครอบครอง ความเป็นที่สุดของโลก นั้นจะเป็นชาติไหนกันแน่ ติดตามกันได้ใน
"FIFA WORLD CUP 2010 @ SOUTH AFRICA"
CREDIT : Wikipedia,Photobucket และ Google




ชอบที่สุด
รักบัลลัค
#1 By namnampai on 2009-10-12 21:12